วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พ่อมดเมอร์ลิน มีตัวตนจริงหรือเพียงตำนาน

 การกำเนิดของเมอร์ลินนั้น บางตำนานกล่าวว่าเขาเป็นบุตรของปีศาจที่แอบลอบ มาสมสู่กับเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ทำให้เขามีอำนาจวิเศษ มีคาถา อาคมและหยั่งรู้ในเหตุการณ์อนาคต ต่อมาเขาได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ อูเธอร์ ซึ่งเป็นพระบิดาของอาร์เธอร์ เขาจึงมีหน้าที่อภิบาลอาร์เธอร์ในวัยเยาว์ และเมื่ออาร์เธอร์ได้เป็นกษัตริย์ เมอร์ลินก็มีบทบาทช่วยเหลือสนับสนุนมากมาย นับตั้งแต่ทำให้อาร์เธอร์ ได้ดาบเอ็กซคาลิเบอร์ มาเป็นอาวุธคู่กาย ช่วยจัดตั้งคณะอัศวินโต๊ะ กลมอันเกรียงไกร
 นอกจากนั้น ก็ยังได้ทำนายถึงความห้าวหาญยิ่งใหญ่ของยอดอัศวิน ลานสล็อต ทำนายถึงการแปร พักตร์ของราชินีกีนีเวียร์และอัศวินมอร์เดร็ด แต่แม้เมอร์ลิน จะมีพลัง ใด เขาก็หยั่งรู้ถึงโชคชะตาอันมืดมนของตนเองดี หลังจากเขาได้ สอนมายากลบางส่วนแก่ มอร์แกน เลอ เฟย์ เจ้าหญิงผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของอาร์เธอร์ แล้ว เมอร์ลินก็ได้พาวิเวียนนางกำนัลคนหนึ่งของเลอเฟย์มาอยู่ด้วย และอบรมสั่ง สอนสาวน้อยวิเวียน ให้เรียนรู้เวทมนตร์คาถาจนหมดสิ้น แต่แล้ววิเวียนก็ได้ทรยศต่อพ่อมดเมอร์ลิน โดยใช้อาคมที่เขาสอนนั่นเองผูกมัดเขาไว้กับต้นไม้ (บางตำนานระบุว่าขังไว้ในถ้ำแก้ว) ทำให้เมอร์ลินตกอยู่ภายใต้มนต์ สะกดตลอดกาล
 เมอร์ลินจะมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรือเป็นเพียงนิยาย ตำนานเล่าลือกันมา มีผู้วิเคราะห์วิจารณ์ ไว้ดังนี้
ชื่อ “เมอร์ลิน” ปรากฏเป็นหนแรกในบทนิพนธ์ของ จอฟฟรีย์ มอนเมาธ์ ซึ่งประพันธ์ ขึ้นในปี ค.ศ. 1136 เรื่อง “ประวัติกษัตริย์ แห่งบริเทน
 
ทว่าต่อมาเมื่อเขาเขียนขึ้นอีกเล่มหนึ่ง “ชีวิตของเมอร์ลิน” มอนเมาธ์กลับ นำเอานามแรกเริ่มเป็น ภาษาละติน “เมิร์ดดิน” มาใช้เป็นชื่อของพ่อมดที่มีบทบาทอยู่ในตำนานพื้นบ้าน ของชาวเวลส์หลายเรื่องในช่วงศตวรรษที่ 6 แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดก่อนมอนเมาธ์นำมาเขียนหลายร้อยปี จึงพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าเมิร์ดดินกับเมอร์ลินเป็นพ่อมดตนเดียวกัน หรือไม่
   ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1960 เอ.โอ.เอช. จาร์แมน เป็นนักประวัติศาสตร์คนแรก ที่เริ่มต้นค้นคว้าหากำเนิดที่แท้จริงของเมอร์ลิน เขาติดตามร่องรอยไปในแถบสกอตแลนด์ที่มีตำนานเล่าขานตั้งแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ ถึงเรื่องของ “คนป่า” ซึ่งไม่ปรากฏนาม เขาผู้นั้นถูกขับไล่ด้วยสาเหตุ บางอย่างให้มาอยู่ในป่าลึกและใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายในป่า ต่อมาคนป่าผู้นี้ก็ได้มีอำนาจพิเศษในการพยากรณ์อนาคต รวมทั้งได้รับการตั้งชื่อว่า “ลายโลเคน” เรื่องของเขาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่หกและเจ็ดของบริเทน ตอนเหนือ ตลอดจนถึงศตวรรษที่แปดและเก้าของแคว้นเวลส์ และช่วงนี้เองที่จาร์แมนระบุว่าชื่อของเขาได้เปลี่ยนไปเป็นเมิร์ดดิน ตรงกับที่มอนเมาธ์ได้ เคยรจนาไว้
ตำนานในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งกล่าวถึงช่วงที่เมอร์ลินได้มาอยู่ ในราชสำนักไว้ดังนี้
 กษัตริย์วอร์ติเกิร์นแห่ง เวลส์ประสงค์จะสร้างป้อมปราสาทแข็งแรงไว้ป้องกันศัตรู หากทว่าสิ่งก่อสร้างนั้นทุกคืนจะพังทลายลงมาอย่างลึกลับ เหล่าโหราจารย์ทูลว่า วิธีแก้ไขคือใช้โลหิตเด็กชายที่ไร้บิดามาหยดลงบนแท่ง หินก่อสร้าง เหล่าทหารได้ออกค้นหาและนำตัวเมอร์ลินมาเข้าเฝ้า เขาเป็นบุตรของเจ้าหญิงแห่งเวลส์แต่ไม่มีบิดา โดยเจ้าหญิงได้ชี้แจงว่าเธอนั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่คืนหนึ่งมีบุรุษทองคำลอบมาสมสู่และให้กำเนิดเด็กน้อยเมอร์ลิน ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์ เมอร์ลินได้ทูลต่อกษัตริย์ ว่า การที่ก่อสร้างไม่ สำเร็จนั้น เป็นเพราะภายใต้ป้อมปราสาทมีโพรงหินขนาดใหญ่
  ภายในมีมังกรสองตัว ตัวหนึ่งสีแดง อีกตัวหนึ่งสีขาว มังกร ทั้งสองจะต่อสู้กันอย่างสุดฤทธิ์ทุกคืน ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนจนกำแพงที่ก่อสร้างไว้พังทลายลง เมื่อวอร์ติเกิร์นบัญชาให้ขุดดูก็พบว่าเป็นจริงตามคำของเด็กน้อย ซึ่งเมอร์ลินก็ได้ทูลเพิ่มเติมอีกว่า มังกรแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ บริเทน ส่วนมังกรขาวเป็นตัวแทนของเผ่าแซกซอนส์ และเมื่อเวลาผ่านไปมังกร ขาวจะมีชัยเหนือมังกรแดง ที่สำคัญคือเมอร์ลินได้ทำ นายถึง “การมาของอาร์เธอร์” ไว้ด้วย และนี่ก็คือต้นกำเนิด แรกสุดของตำนาน “อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม"ครับ
 การที่เมอร์ลินมีอำนาจวิเศษหลายประการทำให้บางคน ถึงกับอ้างว่าเมอร์ลินนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างกองหินมโหฬาร “สโตนเฮนจ์” ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก โดยขนย้ายแท่งหินยักษ์เหล่านี้มาจากภูเขาพรีเซลิในแคว้นเวลส์ แล้วก่อตั้งขึ้นในที่ราบซาลิสบิวรี่ มณฑลวิลท์ไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งแท้จริงแล้ว กองหินนี้เกิดขึ้นในช่วง 3,100-1,100 ปีก่อน ค.ศ. ก่อนหน้าการถือกำเนิดของเหล่าพ่อมดและอัศวินนับพันปี

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การโกหกครั้งใหญ่ในลอนดอน


เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน คนทั่วทั้งกรุงลอนดอนเคยถูกหลอกชนิดยกเมืองมาแล้ว การหลอกลวงครั้งนั้นถูกขนานนามว่า “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่” ชนิดที่โลกต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน และถือว่าเป็นต้นแบบการหลอกลวงที่สร้างความโกลาหลอลเวงกับไปทั้วทุกชนชั้น ตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงพวกชนชั้นสูงระดับนายธนาคาร หรือกระทั่งนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอนเลยทีเดียว
และที่ต้องยกให้เป็นการโกหก “เหนือชั้น” เพราะคนที่สร้างเรื่องโกหกระดับหลอกคนทั้งเมืองได้นั้น กลับไม่ถูกการลงโทษใด ๆ เลย ทั้งที่เรื่องที่สร้างขึ้นมานั้น สร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมือง
เรื่องราวโกหกที่ต้องบันทึกไว้เป็นตำนานนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1810 หรือราว ๆ พ.ศ. 2350 (เวลานั้นตรงกับช่วงต้น ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา)
สาเหตุจากเรื่องราวการโกหกครั้งสำคัญนี้เกิดจากการ “เดิมพัน” ด้วยเงินมูลค่า 1 กินนี ระหว่างธีโอดอร์ ฮุค กับ แซมมวล บีซลีย์ เท่านั้น
สำหรับเงินมูลค่า 1 กินนีนั้น ในยุค ค.ศ. 1660 ถึง 1813 นั้น ถือเป็นเงินอังกฤษแบบหนึ่งซึ่งเป็นเหรียญทาง มีมูลค่าราว 21 ชิลลิง ถ้าเทียบเป็นเงินปอนด์ก็ราว ๆ 1 ปอนด์ กับ 1 ชิลลิง เทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 50 กว่าบาท แต่ในยุคเกือบสองร้อยปีก่อน น่าจะถือว่าเป็นเงินมากมายมหาศาลพอสมควร (ถ้าเทียบกับมูลค่าของค่าเงินปัจจุบันน่าจะตกอยู่ที่หลายหมื่นบาท)
เงินจำนวนดังกล่าวถือว่าสมราคาพอที่จะเป็นเหตุจูงใจให้สร้างเรื่องหลอกลวงคนทั้งเมืองได้ ซึ่งธีโอดอร์ และแซมมวลท้าพนันกันด้วยเงื่อนไขที่ประหลาดที่สุดในโลก เงื่อนไขที่ว่านี้ก็คือ “ธีโอดอร์จะใช้ความสามารถในการทำให้บ้านหลังหนึ่งในกรุงลอนดอนต้องเป็นที่พูดถึงและจดจำกันไม่ลืมเลือน โดยที่การกระทำดังกล่างนั้นจะต้องใช้เวลาภายใน 1 สัปดาห์ เท่านั้น”
เป็นเรื่องยากลำบากพอใช้ แต่มันก็เป็นเรื่องเด็ด ๆ ที่ท้าทายความสามารถของธีโอดอร์อยู่ไม่น้อย ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ การที่เขาเป็นนักเขียนบทตลกในละครโอเปร่าจนโด่งดังนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันสักเท่าไหร่ในเงื่อนงำการพนันบรรลือโลกครั้งนั้น แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ
เขารับคำท้าของแซมมวลเอาไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่มีเวลาแค่ 1 อาทิตย์เท่านั้น และนั่นเป็นที่มาให้เขาตั้งหน้าตั้งตาเขียนจดหมายไปยังบุคคลต่าง ๆ ทั้วกรุงลอนดอนเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยฉบับ (บางแหล่งข้อมูลระบุไว้ว่า เขาเขียนและส่งจดหมายไปมากมายถึง 4,000 ฉบับในเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์เท่านั้น
แต่ไม่ว่าจำนวนจดหมายจะอยู่ที่เท่าใดกันแน่ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ จดหมายเหล่านั้นส่งไปถึงมือของผู้รับทั้งสิ้น และนั่นคือส่วนผสมที่สำคัญที่ทำให้เกิด “เหตุการณ์บันลือโลก ขึ้นมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1810″
สำหรับเนื้อความในจดหมายนั้น เป็นเรื่องที่ผู้อ่านทุกคนที่ได้รับต้องให้ความสนใจ และใจจดใจจ่อที่จะทำตามช้อความที่เขียนไว้ ตามวันและเวลาที่กำหนดในจดหมาย ซึ่งคาดว่าธีโอดอร์น่าจะเขียนถึงผู้รับที่มีอาชีพแตกต่างกันออกไป โดยอาศัยเงื่อนไข “ความแตกต่างของธุรกิจ” สำหรับผู้รับแต่ละรายลงไป และต้องเป็นเงื่อนไขที่จูงใจมาก
ตัวอย่างเช่น ถ้าเขียนถึงผู้ที่มีอาชีพทำความสะอาดปล่องไฟตามบ้าน ก็บอกว่าอยากติดต่อให้มาทำความสะอาดปล่องไฟ โดยให้ราคาสูงกว่าตลาด ระบุวันที่ 10 พ.ย. ค.ค. 1810 เอาไว้ชัดเจน
หรือถ้าเขียนไปยังพ่อค้าปลาสดในตลาด ก็บอกว่าอยากให้นำปลาชนิดที่ดีที่สุดมาส่งให้ที่บ้าน ในวันที่ 10 พ.ย. ค.ค. 1810 โดยจะให้ราคาอย่างงาม
ธีโอดอร์เขียนจดหมายทำนองนี้ไปยังพ่อค้าและนักธุรกิจจ่าง ๆ ทั่วลอนดอน โดยระบุวันที่เอาไว้เป็นวันที่ 10 พ.ย. ค.ค. 1810 พร้อมกันนั้นก็ระบุเวลาเอาไว้โดนไล่กันตั้งแต่ 9 โมงเช้าเป็นต้นมา
สำหรับเรื่องเวลานั้น มีที่สังเกตว่าเขาได้จัดสรร หรือแบ่งเวลาเอาไว้โดยกะให้พ่อค้าหรือผู้รับจดหมายต่าง ๆ ทยอยกันมาตั้งแต่ 9 โมงเช้าเป็นต้นไป และนั่นคือบรรดาจดหมายต่าง ๆ ที่ส่งไปยังพ่อค้าและนักธุรกิจสาขาต่าง ๆ ทั่วลอนดอน
เรื่องราวโกลาหลยังไม่จบแค่นั้น เพราะเขายังเขียนจดหมายคล้าย ๆ กันนี้ส่งไปยังบุคคลระดับสูง ๆ เช่น ผู้ว่าการธนาคารใหญ่ในลอนดอน กระทั่งนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอนก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งสังฆราชาของแคนเตอเบอรี่ก็ตกเป็นเหยื่อ หรือแม้แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล หรือท่าดยุคผู้สูงศักดิ์ก็ตกเป็นเป้าหมายการเดิมพันครั้งนี้อย่างไม่มีทางเลี่ยง เพียงแต่ว่าบุคคลระดับวีไอพีดังกล่าวนั้นเป็นพวกที่มายังบ้านเป้าหมายในช่วงเวลาราว ๆ เที่ยงวัน ซึ่งเหลื่อมเวลากว่าพวกพ่อค้าหรือนักธุรกิจไปบ้างเท่านั้น
บ้านที่เป็นที่หมายปลายทางที่ถูกระบุไว้ในจดหมาย คือบ้านของคุณนายท็อตแน่ม ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 10 ถนนเบอร์เนอร์ส (บางแหล่งบอกว่าบ้านเลขที่ 54) ในเขตเวสมินเตอร์ ในมหานครลอนดอน อันใหญ่โต
เรื่องจริงที่น่าเศร้าคือ คุณนายท็อตแน่มนั้นไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวแม้แต่น้อย แถมยังไม่ได้รู้จักกับธีโอดอร์หรือแซมมวล ผู้ท้าพนันประหลาด ๆ นั้นด้วยซ้ำไป เธอจึงถือได้ว่าตกเป็นเหยื่อของการโกหกครั้งนี้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งแหล่งข้อมูลก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่าทำไมธีโอดอร์ถึงได้เลือกเอาตัวคุณนายท็อตแน่ม และบ้านของเธอเป็นเป้าหมายในการสร้างความวุ่นวายครั้งนั้น แต่ที่แน่ ๆ คือ ทั้งธีโอดอร์ และแซมมวล ต่างก็ซ่อนตัวอยู่ไม่ห่างจากบ้านเป้าหมายนัก เพราะอย่างน้อยคนทั้งคู่ก็ต้องการมองให้เห็นกับตาว่า เรื่องที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นได้รับความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
เมื่อถึงเวลา 9 โมง ของวันที่ 10 พ.ย. ค.ค. 1810 สัญญาณแห่งความวุ่นวายก็เกิดขึ้นที่บ้านของคุณนายท็อตแน่ม รวมไปถึงถนนหน้าบ้านของเธอ ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเรื่องของการจราจรติดขัดจนกลายเป็นการจลาจลไปในเวลาไม่นานนัก
เริ่มประเดิมด้วยการเคาะประตูบ้านของคนส่งถ่านหิน เวลา 9 โมงตรง แต่แล้วเขาก็ได้รับการปฏิเสธจากคุณนายท็อตแน่มที่ทั้งงง และสับสน ก่อนที่จะบอกไปว่าเธอไม่ได้สั่งถ่านหิน ทั้งที่คนส่งถ่านหินยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายจากเธอ ลงวันเวลา และบ้านเลขที่เอาไว้เรียบร้อย แต่เธอก็ยังคงปฏิเสธเขาไป ซึ่งเขาก็ยอมจากไปแต่โดยดี ทั้งที่มีอาการหัวเสียอยู่บ้าง และคุณนายท็อตแน่มก็งงอยู่เหมือนกัน แต่ก็เดาว่าน่าจะเป็นความผิดพลาดหรือการเข้าใจผิด
ถัดไปเป็นคนส่งขนมปังที่มาเคาะประตู และยืนยันว่าได้รับจดหมายจากเธอให้มาส่งขนมปังตามวันเวลาดังกล่าว คุณนายท็อตแน่มก็ปฏิเสธเขาไปอีก และเริ่มคิดว่ามันน่าจะมีอะไรแปลก ๆ อยู่บ้าง เพราะมีคนมาส่งของให้เธอทั้งที่เธอไม่ได้สั่ง
จากนั้นก็มีพ่อค้าอีกหลายรายที่ตรงมาที่บ้านของเธอ และยืนยันกันหนักแน่นว่าต่างก็ได้รับจดหมายสั่งซื้อสินค้าจากเธอ แถมยังยื่นจดหมายให้ดูเป็นหลักฐานอีกด้วย และนั่นทำให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นทุกที เพราะแม้เจ้าของบ้านจะยืนยันว่าไม่ได้ส่งจดหมายใด ๆ ไปสั่งซื้อสินค้าทั้งสิ้น แต่พ่อค้าก็ยังคงโต้แย้งและยืนยันจากจดหมายสั่งซื้อที่มีอยู่ จนกลายเป็นความวุ่นวายไปทั่ว
ขณะนั้นคงเป็นทั้งเรื่องเครียด ทั้งสับสนไปหมดที่มีพ่อค้าเฟอร์นิเจอร์แบกเฟอร์นิเจอร์มากองไว้หน้าบ้าน ไหนยังจะมีพ่อค้าเครื่องดนตรีที่ขนสินค้ามาเต็มคันรถ ถัดไปก็เป็นพ่อค้าขายดอกไม้นานาพันธุ์ พ้อค้าขายปลา พ่อค้าผัดสด คนทำขนมเค้กวันแต่งงาน รวมถึงคนผลิตเบียร์สดที่รอส่งสินค้าให้กับเธอ แล้วยังมีพ่อค้าอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่ทยอยมากันเต็มถนนหน้าบ้านของคุณนายท็อตแน่ม
พ่อค้าหรือคนส่งของแต่ละรายนั้นไม่ได้มากันตัวเปล่า ๆ แต่ยังนำเอาสินค้าของตนแบกใส่รถบรรทุกในยุคนั้น ซึ่งก็คือรถม้าที่มีแคร่บรรทุกของมากันทุกราย ดังนั้นภาพของความโกลาหลจึงชัดเจนขึ้นทุกที ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทบกระทั่งกันระหว่างพ่อค้าส่งของด้วยกันที่ต้องเบียดเสียดกันอยู่บนถนน ทั้งยังต้องขนถ่ายสินค้าเข้า ๆ ออก ๆ ระหว่างหน้าบ้านของคุณนายท็อตแน่มและรถสินค้าของตนไปมาเนื่องจากถูกปฏิเสธจากเจ้าของบ้านด้วยอารมณ์ที่บูดมากขึ้นทุกที ๆ เพราะทุกฝ่ายต่างก็มีอารมณ์โกรธ สับสน และมึนงงไปหมดกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหน้าบ้านของคุณนายท็อตแน่ม
สำหรับผู้คนที่ต้องสัญจรไปมาบนถนนเส้นนั้นต่างก็กระทบกระทั่งกับพ่อค้าทั้งหลายรวมทั้งกระทบกระทั่งกันเอง เนื่องจากพื้นที่เดินทางก็หดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนพ่อค้าที่มุ่งหน้ามาที่บ้านของคุณนายท็อตแน่ม จากสิบเป็นร้อย และหลาย ๆ ร้อย กระทั่งเป็นพัน ตามจำนวนจุดหมายที่ถูกส่งออกไปโดยที่เจ้าของบ้านไม่ได้รู้เรื่องเลย
ครั้นสาย ๆ บรรดาบุคคลชั้นสูงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็น เป็นต้นว่า ผู้ว่าการธนาคารอังกฤษ ก็มาหาคุณนายท็อตแน่มถึงที่บ้าน หลังจากที่ได้รับจดหมายแจ้งว่าเธอมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะบริจาคเงินก้อนโตให้กับทางธนาคาร ถัดมาเป็นท่านสังฆราชาของแคนเตอเบอรี่ ที่มุ่งหน้าจะมาคุยกับคุณนายท็อตแน่มที่กำลังสับสนงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีนักธุรกิจระดับประเทศ รัฐมลตรีในรัฐสภา กระทั่งท่านดยุคคนสำคัญ ปิดท้ายด้วยนายกรัฐมนตรีของกรุงลอนดอนที่มาบ้านคุณนายท็อตแน่มด้วย และบุคคลวีไอพีดังกล่าวไม่ได้มาตามลำพัง แต่มาพร้อมกับผู้ติดตาม สมุน หรือคนรับใช้อีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้ความวุ่นวายหน้าบ้านคุณนายท็อตแน่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การกระทบกระทั่งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ท่ามกลางการจราจรที่แทบไม่มีการขยับเขยื้อน มองไปมุมไหนก็มีแต่คนหน้าบึ้งใส่กัน จะถอยกลับก็ไม่ได้ เพราะไม่มีช่องทางแม้แต่จะให้ขยับไปไหนได้ กล่าวกันว่าในบริเวณนั้นถึงกับมีฝุ่นตลบขึ้นตั้งแต่เช้าจดเย็น พร้อม ๆ กับความวุ่นวายจากทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนจากทุกสาขาอาชีพหัวเสีย มึนงง โกรธแค้น และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ถูกหลอกลวงมาที่แห่งนี้ที่เดียว
กว่าเหตุการจะคลี่คลายลงได้ก็ล่วงเข้าช่วงเย็ย พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฝุ่นที่เคยตลบอบอวนก็จางหายไปพร้อมกัยแสงสุดท้าของดวงตะวัน เสียงอึกทึกครึกโครมตลอดทั้งวันก็จางหายไปด้วยหลังจากผู้ชุมนุมรายสุดท้ายกลับไป ในความมืด ธีโอดอร์ และแซมมวล โผล่ออกจากที่หลบซ่อนที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตลอดทั้งวัน พวกเขาจับมือกันอย่างชื่นชมกับสิ่งที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่ามันเป็นการบอกผลของการพนันด้วย
นั่นหมายความว่าธีโอดอร์ชนะพนัน เขาทำสำเร็จในการทำให้บ้านหลังหนึ่งในลอนดอนกลายเป็นบ้านที่ต้องจดจำและเป็นที่กล่าวถึงตลอดไปได้ภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียว ด้วยวิธีที่น่าทึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว
เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่นับจากวันนั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันไม่ได้หยุดสมตามเจตนารมณ์ของธีโอดอร์และแซมมวล และเป็นเรืองที่มีการเปิดเผยออกมาแล้ว แต่ทางการอังกฤษกลับไม่ลงโทษทั้งสองคนอย่างใด
แน่นอนที่สุด เรื่องนี้กลายเป็นตำนานโกหกครั้งสำคัญของอังกฤษ และทำให้คนยังพูดถึงมันอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านมานานเกือบสองร้อยปีแล้วก็ตาม จึงถือได้ว่าเป็น “การโกหกข้ามศตวรรษแห่งความทรงจำโดยแท้”

ขั้นตอนการทำ มัมมี่


ในสมัยอียิปต์โบราณ เมื่อมีคนตายก็จะนำศพไป ฝังไว้ในทะเลทราย อันร้อนระอุ ความร้อน และความแห้งแล้งทำให้ร่างกายแห้งอย่างรวดเร็ว โดยที่แบคทีเรียไม่มีโอกาสได้ย่อยสลายศพเสียก่อน จึงกลายเป็นมัมมี่ไปตามธรรมชาติ คงจะมีการค้นพบโดยบังเอิญ…

ต่อมาชาวอียิปต์ก็เริ่มใช้ โลงบรรจุศพ ก่อนฝัง เพื่อป้องกันมิให้สัตว์ป่าแทะกินศพ แต่ก็กลับพบว่า ซากศพที่ฝังในโลง ได้เปื่อยเน่าไป ไม่แห้งและอยู่คงทนเหมือนแต่ก่อน เพราะโลงศพทำหน้าที่เก็บกักความชื้นจากร่างกาย เพียงพอที่จะอำนวยให้แบคทีเรียเจริญเติบโต และทำการย่อยสลายให้ศพเน่าเปื่อยสูญไปได้ต่อมาอีกหลายร้อยปี ชาวอียิปต์ก็ได้ศึกษาทดลองวิธีต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาสภาพศพให้คงทนอยู่ได้ กรรมวิธีในการรักษาศพให้คงทน ประกอบด้วยการแช่อาบศพด้วยสิ่งที่ชะงักการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แล้วพันด้วยแถบผ้าลินิน ปัจจุบันเราเรียกกรรมวิธีนี้ว่า การทำมัมมี่ขั้นตอนการทำมัมมี่ มีอยู่ 13 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1

ศพถูกนำไปยังเต๊นท์พิเศษ ที่เรียกว่า อีบู ซึ่งมีความหมายว่า สถานที่ชำระศพให้บริสุทธิ์ ผู้ทำมัมมี่จะอาบศพด้วยเหล้าที่ทำจากน้ำตาลสด และชำระล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์

ขั้นตอนที่ 2

ช่างก็จะผ่าช่องท้องด้านซ้ายเพื่อเอาอวัยวะภายในออก เนื่องด้วยอวัยวะภายใน ซึ่งมีความชื้นสูง จะเป็นสิ่งแรกที่เน่าสลายอย่างรวดเร็ว จึงต้องเอาออก เหลือไว้แต่หัวใจที่จะทิ้งไว้ภายในศพ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หัวใจคือศูนย์รวมแห่งปัญญาและความรับรู้ทั้งปวง ที่ผู้ตายยังต้องการใช้ในโลกแห่งวิญญาณ

ขั้นตอนที่ 3

ส่วน ตับ ปอด กระเพาะ และลำไส้ จะถูกนำมาชำระล้างจนสะอาด แล้วนำไปกลบไว้ด้วยเกลือเม็ดที่เรียกว่า Natron ซึ่งเป็นเกลือโซเดียมคาร์บอร์เนต

แล้วเขาจะสอดตะขอผ่านเข้าทางช่องจมูก เพื่อเกี่ยวเอาเนื้อสมองออกมาเพราะสมองก็เหมือนอวัยวะภายในที่มีความชื้นสูง ถ้าทิ้งไว้จะทำให้แห้งยาก และก่อให้เกิดการย่อยสลายได้ง่าย

ขั้นตอนที่ 4

จากนั้นก็เอาศพไปวางกลบด้วยเกลือเม็ดให้แห้ง ของเหลวจากร่างกาย และผ้าที่ใช้ในการเตรียมศพทุกชิ้น ก็จะเก็บรักษาไว้อย่างดี เพื่อนำไปฝังพร้อมกับศพ

ขั้นตอนที่ 5

ช่องว่างภายในก็ใส่เกลือเม็ดไว้ เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันจะทำให้ร่างเปื่อยเน่าสูญสลายไปได้

ขั้นตอนที่ 6

ศพจะถูกแช่เกลือไว้สี่สิบวันจนแห้งดี แล้วจะถูกนำมาชำระล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์อีก แล้วจะเคลือบผิวหนังด้วยน้ำมันเพื่อให้ผิวหนังคงสภาพอ่อนนุ่มไม่แห้งกระด้างไปตามกาล
เวลา

ขั้นตอนที่ 7

อวัยวะภายในที่แห้งแล้วจากการแช่เกลือ ก็จะถูกนำกลับมาบรรจุในช่องท้องและช่องอกตามเดิม

ขั้นตอนที่ 8

แล้วจะเติมด้วยของแห้งอย่างอื่นให้เต็ม เช่นขี้เลื่อยหรือใบไม้และผ้าลินิน เพื่อให้ดูเหมือนยามมีชีวิตอยู่ ไม่ยุบตัวลงไปตามกาลเวลาในภายหลัง

ขั้นตอนที่ 9

จากนั้นก็จะชำระศพด้วยน้ำมันหอมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปพันผ้าลินินในขั้นต่อไป

การพันห่อมัมมี่

ขั้นแรก ศีรษะและลำคอจะถูกพันก่อน ด้วยแถบผ้าลินินอย่างดี แล้วก็จะพันนิ้วมือและนิ้วเท้าแยกกันทีละนิ้ว แล้วก็พันห่อแขนและขา แต่ละทบก็จะใส่เครื่องราง เพื่อปกปักรักษาผู้ตายในระหว่างการเดินทางไปสู่ภพใหม่


ขั้นตอนที่ 10

ในขณะที่ร่างของมัมมี่กำลังถูกห่อพันด้วยผ้าลินิน ก็จะมีพระท่องมนต์ เพื่อขจัดสิ่งที่เลวร้ายมิให้แผ้วพานผู้ตาย และเป็นการช่วยให้ผู้ตายเดินทางได้สะดวกในภพหน้า

 

ขั้นตอนที่ 11

แล้วแขนขามัมมี่ก็จะถูกพันเข้ากับส่วนร่าง ตำรา “มนตราสำหรับผู้ตาย” ก็จะรวมห่อไปด้วยให้ถือไว้ในมือของมัมมี่

ขั้นตอนที่ 12

จากนั้นก็จะพันผ้าเพิ่มรวมให้ร่างถูกพันรวมกันหมด แต่ละชั้นของผ้าลินิน ผู้ทำมัมมี่ก็จะทาไว้ด้วยเรซิน เพื่อให้ผ้าลินินยึดติดกันไม่หลุดรุ่ยออกได้ง่าย แล้วห่อด้วยผ้าผืนใหญ่อีกทีหนึ่ง จากนั้นก็จะวาดรูปเทพ โอซีรีส บนผ้าที่ห่อมัมมี่นั้น

ขั้นตอนที่ 13

จากนั้นก็เอาผ้าผืนใหญ่ห่ออีกชั้นหนึ่ง แล้วมัดตราสังข์ด้วยแถบผ้าลินินตลอดร่างอย่างแน่นหนาอีกเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ปิดด้านบนของมัมมี่ด้วยแผ่นกระดานก่อนที่จะเอาไปใส่ในโลงศพสองโลงซ้อนกัน ในพิธีศพ ญาติพี่น้องของผู้ตายมาไว้อาลัยและทำพิธี “เปิดปากศพ” เพื่อเป็นการเลี้ยงอาหารให้ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย

ขั้นสุดท้าย ก็จะเอาโลงไปใส่ในโลงหินแกะสลัก ที่ตั้งอยู่ในสถานเก็บศพพร้อมด้วยเครื่องเรือน เสื้อผ้า ของมีค่า อาหารและเครื่องดื่ม จะถูกจัดวางไว้อย่างพร้อมเพรียง เป็นเสบียงกรังให้ผู้ตายได้เดินทางสู่ปรภพโดยสะดวก

แล้วร่างของผู้ตาย ก็พร้อมที่จะออกเดินทางสู่ดินแดนใต้โลก ที่ที่หัวใจของเขาจะถูกตัดสินตามความดีที่ได้ทำไว้ยามมีชีวิตอยู่ หากมีหัวใจบริสุทธิ์จริง ผู้ตายก็จะถูกส่งไปดินแดนอันสวยงามเพื่อชีวิตอันเป็นอมตะ ในดินแดนที่เรียกว่า ทุ่งต้นกก

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า ก่อนผู้ตายจะไปยังปรภพได้ ก็ต้องผ่านดินแดนใต้โลก อันเป็นที่ที่เต็มไปด้วยมารร้าย สัตว์ที่ดุร้ายต่าง ๆ ซึ่งผู้ตายจะต้องอาศัยมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปกป้องให้เดินทางได้โดยปราศจากภัยร้ายมาแผ้วพาน มนตราเหล่านี้จารึกอยู่ในสมุดบันทึกที่เรียกว่า “มนตราสำหรับผู้ตาย” ซึ่งเป็นตำราเขียนลงบนม้วนกระดาษปาปีรุส และจะถูกฝังไปด้วยกันกับผู้ตายในปิรามิด และก็เป็นการเสร็จสิ้นวิธีการทำมัมมี่…


เหตุผลในการสร้างพีระมิด


สิ่งมหัศจรรย์ 7 สิ่ง ถึงแม้โลกโบราณจะมีสิ่งมหัศจรรย์ 7 สิ่ง ซึ่งได้แก่ ประภาคารแห่ง Alexandria รูปปั้นแห่งเกาะ Rhodes สวนลอยแห่ง Babylon วิหารแห่ง Artemis ที่ฝังศพแห่ง Helecarnassus รูปปั้นของเทพ Zeus และพีระมิดแห่งอียิปต์ก็ตาม แต่ก็มีพีระมิดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่ยังคงสภาพอยู่จนทุกวันนี้ เพราะสิ่งมหัศจรรย์อีก 6 สิ่งนั้นได้ล่มสลายและสลักหักพังไปจนหมดสิ้นแล้ว
วันนี้ โลกรู้ว่าพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดคือ มหาพีระมิดแห่ง Giza ซึ่งกษัตริย์ Khufu สร้างขึ้นณ วันนี้ โลกรู้ว่าพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดคือ มหาพีระมิดแห่ง Giza ซึ่งกษัตริย์ Khufu ได้ทรงสร้างขึ้นเมื่อ 4,550 ปีก่อนนี้ ตัวพีระมิดทำด้วยหิน โดยมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีด้านยาวด้านละ 230 เมตร และประกอบด้วยหินสองล้านสามแสนก้อน ทำให้หนักประมาณ 6 ล้าน 5 แสนตัน ตัวพีระมิดสูง 146 เมตร มันจึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก จนกระทั่งสถิติความสูงได้ถูกลบโดยหอ Eiffel ในปี พ.ศ. 2430
การศึกษาพีระมิดทำให้เรารู้ว่า ภายในพีระมิดมีห้องลึกลับและมีทางเดินที่คับแคบ
ซึ่งห้องเหล่านั้นเคยใช้เป็นที่เก็บมัมมี่ขององค์ฟาโรห์ มเหสีและมหาสมบัติมากมาย การมีขนาดใหญ่มโหฬารมากทำให้ชาวอาหรับในสมัยโบราณเรียกพีระมิดว่า มหาบรรพตแห่งองค์ฟาโรห์ และเมื่อ 200 ปีก่อนนั้น ใครก็ตามที่ได้ไปเยือนอียิปต์ มักจะถือโอกาสไต่พีระมิดขึ้นไปจนถึงยอด ปัจจุบันกิจกรรมนี้เป็นที่ต้องห้ามแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวอาจเป็นอันตรายจากการตกพีระมิดตายได้
คนที่รู้จักพีระมิดมักพูดถึงชาวอียิปต์คำถามหนึ่งที่คนทุกคนที่รู้จักพีระมิดมักถามคือ คนอียิปต์โบราณสร้างพีระมิดได้อย่างไร และสร้างมันขึ้นด้วยเหตุใด และทำไมจึงต้องมีรูปแบบนั้น ในความเป็นจริง คนอียิปต์มิได้เป็นชนชาติเดียวเท่านั้นที่รู้จักสร้างพีระมิด ใน Sudan ก็มีพีระมิดใน Mexico ชน Aztec ก็สร้างพีระมิดเช่นกัน และแม้แต่ในอียิปต์เองก็มีพีระมิดอื่นๆ อีกราว 800 พีระมิด
ข้อสังเกตหนึ่งที่นักอียิปต์วิทยาสรุปได้จากการศึกษาพีระมิดคือ ผิวด้านข้างของพีระมิดที่สร้างในยุคแรกๆ นั้น มิได้ราบเรียบ แต่มีลักษณะเป็นขั้นบันได เสมือนจะให้กษัตริย์ได้ใช้ดำเนินขึ้นไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์ ดังที่ฟาโรห์ Djoser ได้ทรงสร้างพีระมิดขั้นบันไดขึ้นที่ Saqqara เมื่อ 4,680 ปีก่อนนั้น
ตามปกติคนอียิปต์นั้นมีความเชื่อว่า ฟาโรห์คือเทพเจ้าผู้เป็นทั้งแม่ทัพ ผู้พิพากษา และเป็นผู้พิทักษ์รักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินทั้งมวล พูดง่ายๆ คือ พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจคนทุกคนในประเทศ ดังนั้น ในการสร้างพีระมิดแต่ละลูก คนงานที่ลากหินมาสร้างพีระมิดจึงไม่ใช่ทาส แต่เป็นชาวนา ชาวไร่ผู้มีความเชื่อว่า สิ่งที่ตนกำลังทำนั้น มีส่วนช่วยให้องค์ฟาโรห์ได้ไปจุติบนสวรรค์ และเมื่อถึงเวลาที่ตนจะจากโลกนี้ไปบ้าง เทพฟาโรห์ก็จะได้พิทักษ์ปกป้องตนต่อไป
เพราะพีระมิดที่สร้างเมื่อ 4,000 ปีก่อน ยังตั้งตระหง่านอยู่ได้จนทุกวันนี้ ความยืนยงคงกระพันของพีระมิดได้ทำให้ชาวอียิปต์มีคำกล่าวว่า ถึงแม้เวลาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เวลาก็มิอาจทำลายพีระมิดได้
ตัวพีระมิดแห่ง Giza ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ Nile เพราะชาวอียิปต์ถือว่าดินแดนในทิศตะวันตกคือ ดินแดนสำหรับคนที่ตายไปแล้ว ดังนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์จึงได้ติดตามเหล่าวิญญาณไป ส่วนองค์ฟาโรห์นั้น พระองค์คือเจ้าชีวิตของประชาชนที่คนทุกคนอาจตายแทนได้
คำว่า pharaoh หมายถึงปราสาทไม่ใช่กษัตริย์ 
ความจริงคำว่า pharaoh แปลว่า บ้านหลังใหญ่ คำๆ นี้ในระยะแรกจึงหมายถึงปราสาทไม่ใช่กษัตริย์ และการสร้างพีระมิดสำหรับเก็บพระศพ หากสร้างใหญ่มาก ก็ต้องใช้เวลานานหลายปี

ซึ่งองค์ฟาโรห์อาจสิ้นพระชนม์ก่อน นอกจากนี้การสร้างใหญ่เป็นการลงทุนที่มหาศาลที่ต้องใช้คนและทรัพย์มาก ซึ่งจะทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนลำบากมาก แต่ครั้นจะสร้างเล็กก็ดูไม่สมศักดิ์ศรีเลย

การศึกษาประวัติศาสตร์ของอียิปต์ทำให้เราทุกวันนี้รู้ว่า เวลาฟาโรห์สิ้นพระชนม์ พระนักบวชจะนำพระศพล่องเรือไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทำมัมมี่ก่อนแล้วจึงเอาผ้าลินินขาวพันพระศพ จากนั้นอีก 70 วันต่อมา พระนักบวชก็จะทำพิธีฝังพระศพ โดยให้สตรีในราชสำนักนุ่งขาวแล้วส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ พร้อมกับโยนทรายไปในอากาศ

จนกระทั่งถึงพีระมิด พระก็จะนำพระศพเข้าไปข้างในห้องลึกลับ เพราะพระคิดว่าวิญญาณฟาโรห์ยังต้องการอาหารและเครื่องดื่มต่อ พระจึงนำอาหารวางไว้ด้วย แล้วก็ปิดห้องลึกลับนั้นทันที เพื่อป้องกันขโมยที่จะมาปล้นราชสมบัติในภายหลัง

ในสมัยนั้น คนอียิปต์นิยมใช้เรือเป็นพาหนะสำคัญ เพราะยังไม่รู้จักใช้รถที่มีล้อ และแม้แต่สุริยเทพ Re เอง ก็ทรงใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางข้ามท้องฟ้า ดังนั้น เวลาฟาโรห์สิ้นพระชนม์ศพพระองค์ก็ทรงเดินทางด้วยเรือเช่นกัน ดังที่ปรากฏในปี พ.ศ. 2497 ได้มีการขุดพบเรือศพของฟาโรห์ Khufu ใกล้พีระมิดที่พระองค์ทรงสร้างนั่นเอง
ในการสร้างพีระมิดฟาโรห์ต้องวางแผนก่อสร้าง รวมทั้งสถานที่ตั้งด้วย 
ในการสร้างพีระมิดทุกครั้ง ฟาโรห์ต้องวางแผนก่อสร้าง รวมทั้งสถานที่ตั้งด้วย โดยมีหลักการง่ายๆ ว่า พีระมิดที่จะสร้างใหม่ต้องอยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อความสะดวกในการขนหิน ชนิดของหินก็มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน เพราะพีระมิดมีหลายชั้น การใช้หินที่ไม่แข็งแรงอาจทำให้พีระมิดทรุดตัวลงได้
ณ วันนี้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด 100% ว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างพีระมิดอย่างไร เมื่อ 2,500 ปีก่อนนี้ นักประวัติศาสตร์ชื่อ Herodotus ได้อ้างว่าฟาโรห์ใช้คนในการก่อสร้างพีระมิดมากถึง 100,000 คน และนานถึง 20 ปี แต่นัเทคโนโลยีทุกวันนี้เชื่อว่า ตัวเลขกรรมกรขนหินน่าจะเป็นเพียง 4,000 คนมากกว่า การที่ใช้คนจำนวนน้อยเช่นนี้ เพราะกรรมกรไม่ต้องทำงานทั้งปี คือเฉพาะเวลาน้ำในแม่น้ำไนล์ท่วมฝั่งชาวนาและกสิกรจะว่างงาน จึงทิ้งนาเพื่อมาช่วยสร้างพีระมิดถวายแด่องค์ฟาโรห์ของตน
ที่น่าสนใจในยุคต่อมา เหตุใดฟาโรห์ในระยะหลังๆ จึงไม่สร้างพีระมิดให้ใหญ่
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อถึงยุคต่อมา เหตุใดฟาโรห์ในระยะหลังๆ จึงไม่ได้สร้างพีระมิดให้ใหญ่ขนาดนั้นบ้าง
ในหนังสือชื่อ Theory and Pradice in Mediterranean Archaeology : Old World and New World Perspectives ที่ Joyce Marcus เรียบเรียงและออกวางตลาดเมื่อเร็วๆ นี้
เธอได้อธิบายว่า ในอดีตเราเคยเชื่อกันว่า พีระมิดแห่ง Giza คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ฟาโรห์ทรงสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจ และความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรพระองค์ แต่ในความเป็นจริง พีระมิดขนาดใหญ่เป็นโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์อียิปต์ในยุคต่อจากฟาโรห์ Khufu แสดงให้เห็นว่า
ถึงฟาโรห์ในยุคหลังๆ จะมีพระราชสมบัติ และพระราชอำนาจยิ่งกว่า Khufu แต่พระองค์ก็ทรงไม่ใช้ผู้คนและทรัพย์สินในการสร้างพีระมิดให้ใหญ่กว่าพีระมิดของ Khufu อีกเลย
ดังนั้น เราจึงได้คำตอบว่า Khufu สร้างพีระมิดขนาดมโหฬารขึ้นมาเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านตื่นตาตื่นใจ และศรัทธาในความเป็นอารยะของตน พีระมิดจึงเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ ชวนศรัทธาในฟาโรห์เท่านั้นเอง Marcus
ยังได้บรรยายต่อว่า การสร้างพีระมิดให้ใหญ่กว่าพีระมิดแห่งพระอาทิตย์ที่ Teatihuacan ก็หยุดเช่นกัน ถึงแม้กษัตริย์ Aztec มีอำนาจและอาณาจักรจะรุ่งเรืองกว่าเก่าก็ตาม
ดังนั้นในสายตาและมุมมองของ Marcus พีระมิดจึงเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับแสดงแสนยานุภาพของฟาโรห์ให้คนอื่นยำเกรงเท่านั้นเอง
จึงสรุปได้ว่า ทุกวันนี้ก็เช่นกัน การสร้างถาวรวัตถุที่มีขนาดใหญ่มักถือเป็นการแสดงบารมีของผู้สร้าง แต่มันก็หาใช่บารมีที่แท้จริงไม่

ที่มา:http://variety.teenee.com/world/1437.html

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปริศนากาแล็กซีทางช้างเผือก

               การแล็กซี Galaxy คือ กลุ่มดาวจำนวนมากมหาศาล ที่สามารถลอยตัวร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในอวกาศ ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ซึ่งกระทำต่อกันและกัน ภายในกาแล็กซีนอกจากจะมีดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์แล้ว อาจมีละอองดาว ฝุ่นอวกาศ อุกกาบาต ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย ฯลฯ ด้วย สุริยจักรวาลของเราที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เป็นระบบหนึ่งในหนึ่งแสนล้านระบบที่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) มี และจักรวาลมีกาแล็กซีมากเป็นล้านล้านกาแล็กซี
ในอดีตเมื่อ 200 ปีก่อน มนุษย์ไม่เคยรู้ความแตกต่างระหว่างคำว่า กาแล็กซีกับจักรวาล แม้กระทั่ง William Werschel นักดาราศาสตร์ผู้พบดาวมฤตยูก็คิดว่า ดวงอาทิตย์อยู่ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่มา ณ วันนี้ เรารู้ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกที่เราอยู่นั้น มีขนาดอภิมโหฬารมากจนแสงที่พุ่งออจากขอบข้างหนึ่งของกาแล็กซีต้องใช้เวลานาน 1 แสนล้านปี จึงจะเดินทางถึงขอบอีกด้านหนึ่ง เรายังรู้อีกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกมิมีลักษณะเหมือนจานแบนและนูนตรงกลาง เพราะบริเวณส่วนนี้มีดาวฤกษ์อยู่กันหนาแน่นนับร้อยล้านดวง ซึ่งมากจนนักดาราศาสตร์ไม่สามารถเห็นจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ ส่วนดวงอาทิตย์นั้น ก็โคจรอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของทางช้างเผือกประมาณ 25,000 ปีแสง (ซึ่งหมายความว่า แสงต้องใช้เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์ถึงจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีนาน 25,000 ปี) และมันกำลังโคจรไปรอบจุดศูนย์กลาง โดยใช้เวลานาน 230 ล้านปี จึงจะโคจรไปได้ครบหนึ่งรอบ
ความสนใจของนักดาราศาสตร์ปัจจุบันเกี่ยวกับกาแล็กซี มีหลายประเด็นเช่น มันถือกำเนิดมาได้อย่างไร และบริเวณตรงกลางของกาแล็กซีมีดาวประเภทใดอยู่ ดาวในกาแล็กซีถือกำเนิดอย่างไร และดับขันธ์อย่างไร ฯลฯ
สำหรับประเด็นกำเนิดกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น ก็มีตำนานรักในอดีตซึ่งกล่าวว่า เทพ Jupiter ซึ่งนอกจากจะเป็นบิดรแห่งเทพทั้งหลายแล้ว ยังเป็นเทพเจ้าที่มักมากในกามคุณด้วย พระองค์ทรงมีเพศสัมพันธ์กับสตรีปุถุชนชื่อ Alcmene และนางได้ให้กำเนิดเทพ Hercules ในเวลาต่อมา และเมื่อ Jupiter ทรงเห็นมเหสี Juno ของพระองค์กำลังทรงบรรทมหลับสนิท พระองค์จึงทรงอุ้มบุตร Hercules น้อยให้เข้าไปดื่มพระกษิรธารา (น้ำนม) ของ Juno การลอบดื่มนมเช่นนี้ ทำให้เทพธิดา Juno ตกพระทัย จนพระเต้าสลัดพระกษิรธารากระจัดกระจายกลายเป็นดาวและเดือนในทางช้างเผือก นี่คือเรื่องเล่าที่ Gauis Julius Hygienus บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดของ Caesar Augustus ได้ให้ไว้เมื่อ 2,100 ปีก่อนนี้ และจิตรกรชาวเวนิสชื่อ Tontoretto ได้วาดภาพ The Origin of the Milky Way ในปี พ.ศ. 2123
ณ วันนี้ เรายังมิรู้ชัดเจนว่า กาแล็กซีที่มีดาวนับแสนล้านดวงนี้มาจากไหน และกำลังไปไหน ดังนั้น นักดาราศาสตร์หลายคนจึงสนใจดูบริเวณตรงกลางกาแล็กซี เพราะที่นั่นมีแก๊สร้อนปริมาณมาก และแก๊สร้อนนี่เองที่จะให้กำเนิดดาวฤกษ์ อันเป็นสมาชิกของกาแล็กซีในเวลาต่อมา นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่ออีกว่า ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก มีหลุมดำ (black hole) ที่มีมวลมหาศาลอยู่ ดังนั้น เขาจึงได้พยายามสังเกตดูการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ที่กำลังโคจรอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดศูนย์กลางกาแล็กซีนัก คือใกล้ระดับชั่วโมงแสง และไม่ไกลระดับปีแสง เพราะดาวฤกษ์ที่โคจรที่ระยะใกล้เช่นนี้ จะใช้เวลานานเพียงไม่กี่ปี ก็สามารถเดินทางได้ครบหนึ่งรอบ (ดวงอาทิตย์ใช้เวลา 230 ล้านปี จึงจะไปได้ครบหนึ่งรอบ)
และก็ได้พบว่า ในการที่จะเห็นดาวที่มีสเปกเช่นนี้ได้ นักดาราศาสตร์จำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ ที่มีเลนส์ขนาดใหญ่ราว 8 เมตรเช่น กล้องที่ European Southern Observatory’s Very Large Telescope ในประเทศ Chile หรือกล้องที่มีเลนส์ขนาด 10 เมตร เช่น กล้อง Keck Telescope ที่ Hawaii โดยจัดให้กล้องรับแสงอินฟราเรดจากดาวฤกษ์ที่ต้องการศึกษา ทั้งนี้เพราะแสงอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 2 x 10-6 เมตรขึ้นไป สามารถทะลุทะลวงผ่านฝุ่นละอองอวกาศมาถึงดวงอาทิตย์และโลกได้
เมื่อเดือนมีนาคม ปีพ.ศ.2545 Reinhard Genzel แห่งสถาบัน Max Planck ที่เมือง Garching ในเยอรมนีได้รายงานการสังเกตการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่โคจรใกล้จุดศูนย์กลางของทางช้างเผือกว่า ดาว S2 ดวงนี้ มีความเร็วในการโคจรสูงมากถึง 5,000 กิโลเมตร/วินาที (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตร/วินาที) ดาว S2 โคจรเป็นวงรี โดยมีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของทางช้างเผือก 17 ชั่วโมงแสง การสังเกตที่ใช้เวลานาน 10 ปี แสดงให้เห็นว่า S2 จะใช้เวลานาน 15.2±0.8 ปี เพื่อโคจรไปได้ครบหนึ่งรอบและ Genzel ก็ได้รายงานว่า ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีหลุมดำที่มีมวล 2 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์อยู่ การพยายามสังเกตดูดาวฤกษ์อีกดวงที่ชื่อ Sagittarius ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของทางช้างเผือกยิ่งกว่าดาวฤกษ์ S2 ทำให้ Genzel เห็นรังสีเอ็กซ์มากมาย ซึ่งเป็นรังสีที่เกิดเวลาแก๊สร้อนของ Sagittarius ถูกหลุมดำดึงดูด้วยผลงานมหาศาล จนทำให้แก๊สแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
การพบหลุมดำในบริเวณใจกลางของทางช้างเผือกนี้ จะช่วยให้นักดาราศาสตร์รู้ว่าดาวต่างๆ มีการดับขันธ์อย่างไร และการมีหลุมดำยังช่วยให้นักฟิสิกส์สามารถใช้หลุมดำที่พบทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ Einstein ได้ด้วย
เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2546 ในการประชุมของ American Astronomical Society นักดาราศาสตร์ชื่อ H.J. Newberg แห่ง Rensselaer Polytechnic ได้รายงานว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา มีโครงสร้างลักษณะเดียวกับดาวเสาร์คือ มีวงแหวนล้อมรอบ วงแหวนที่ว่านี้ประกอบด้วย ดาวฤกษ์ใหญ่น้อยเรียงรายรอบทางช้างเผือกเป็นวงกลม โดยมีรัศมีประมาณ 60,000 ปีแสง
สำหรับที่มาของวงแหวนนี้ นักดาราศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ในอดีตเมื่อ 10,000 ล้านปีก่อน กาแล็กซีทางช้างเผือกได้พุ่งชนกาแล็กซีขนาดเล็กกาแล็กซีหนึ่ง การชนกันทำให้กาแล็กซีทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว และดาวใหญ่น้อยซึ่งอยู่ที่บริเวณขอบกาแล็กซีกระจัดกระจายไปโคจรรอบกาแล็กซีที่เกิดใหม่
นี่คือวิธีหนึ่งที่กาแล็กซีใช้ในการถือกำเนิด คือแทนที่จะเกิดจากการสร้างดาวฤกษ์ขึ้นมาทีละดวงๆ กลับใช้วิธีกลืนกินกาแล็กซีอื่น และคำถามประเด็นสุดท้ายที่ยังไม่มีคำตอบคือ เหตุใดดาวที่โคจรอยู่บริเวณขอบกาแล็กซี จึงไม่กระเด็นหลุดออกไปจากกาแล็กซี เพราะถ้าพิจารณาดาวทั้งกาแล็กซีแล้ว เราก็จะเห็นว่า แรงโน้มถ่วงไม่น่ามีมากพอจะดึงดูดให้ดาวฤกษ์เหล่านั้น โคจรไปรอบๆ กาแล็กซีได้ ในการตอบปัญหานี้นักฟิสิกส์ด้านดาราศาสตร์ปัจจุบันหลายคนเชื่อว่า การที่เป็นเช่นนั้นได้เพราะภายในกาแล็กซีมีสสารมืดที่เรายังไม่เห็น และไม่รู้ว่ามีอยู่อีกมาก และสสารมืด (dark matter) นี้เองที่ส่งแรงโน้มถ่วงยึดดาวฤกษ์ที่บริเวณขอบกาแล็กซีไม่ให้หลุดกระเด็นไ


วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พายุสุริยะ


ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์รู้ว่า ดวงอาทิตย์มีความสำคัญต่อชีวิต เพราะดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและความร้อนแก่โลก และสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดำรงชีพ คนโบราณจึงนับถือดวงอาทิตย์เสมือนเป็นเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจลึกลับ และถึงแม้ว่า วันเวลาจะผ่านไปนานร่วมพันปีแล้วก็ตาม มนุษย์ก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของดวงอาทิตย์
 ภาพจาก : http://sec.noaa.gov/wind/rtwind.html
ย้อนอดีตไปเมื่อ 300 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่า ดวงอาทิตย์ประกอบด้วยก๊าซร้อนและความดันที่มีอยู่ในก๊าซนั้นมีค่าสูงพอที่จะรับ น้ำหนักของก๊าซที่กดลงมาได้ ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงสามารถทรงตัว ทรงรูปร่างและทรงขนาดอยู่ได้
และเมื่อ 100 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มรู้ว่า ดวงอาทิตย์มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีฮีเลียมเป็นองค์ประกอบรอง และนอกจากธาตุทั้งสองนี้แล้วดวงอาทิตย์ก็ยังมีธาตุอื่นๆ เช่น คาร์บอน โซเดียม แคลเซียม และเหล็กบ้าง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 นักดาราศาสตร์ได้พบว่า ในบางขณะผิวดวงอาทิตย์จะมีเหตุการณ์ระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้มีเปลวก๊าซร้อน พุ่งออกจากผิว และในบางครั้งเปลวก๊าซอาจจะพุ่งไกลถึงล้านกิโลเมตร เหตุการณ์ระเบิดที่ผิวแล้วทำให้มีเปลวก๊าซร้อนพุ่งออกไปใน อวกาศนี้ เราเรียกว่า พายุสุริยะ (solar wind)การศึกษาพายุสุริยะในเวลาต่อมาได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า พายุนี้เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง เพราะเมื่อเรารู้ว่า เปลวก๊าซร้อนที่พุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์นั้นนำอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าออกมากมายด้วย ดังนั้น เมื่ออนุภาคเหล่านี้พุ่งถึงชั้นบรรยากาศ เบื้องบนของโลก ถ้าขณะนั้นมีนักบินอวกาศร่างกายของนักบินอวกาศคนนั้นก็จะได้รับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและรังสีต่างๆ มากเกินปรกติ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเป็นอันตรายได้
นอกจากนี้ พายุอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าอาจพุ่งชนดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่รอบโลกจนทำให้ดาวเทียมหลุดกระเด็นออกจากวงโคจรได้ และถ้าอนุภาคเหล่านี้พุ่งชนสายไฟฟ้าบนโลก ไฟฟ้าในเมืองทั้งเมืองก็อาจจะดับ ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เมือง Quebec ในประเทศ คานาดาเป็นเวลานาน 9 ชั่วโมง เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2532 เพราะโลกถูกพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
ความจริงเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 11 ปีมาแล้ว แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์รู้อีกว่า ทุกๆ 11 ปีจะเกิดเหตุการณ์พายุสุริยะ ที่รุนแรงบนดวงอาทิตย์อีก ดังนั้นปี พ.ศ. 2543 จึงเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังจะเห็นโลกถูกดวงอาทิตย์คุกคามอย่างหนักอีก ครั้งหนึ่ง และเมื่อขณะนี้โลกมีดาวเทียมที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 800 ดวงและสหรัฐอเมริกาเองก็มีโครงการจะส่งนักบินอวกาศ ขึ้นไปสร้างสถานีอวกาศนานาชาติในปีนั้นอีกเช่นกัน บุคลากรและดาวเทียมเหล่านี้จึงมีโอกาสถูกพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดกระหน่ำ จนเป็นอันตรายได้ ก็ในเมื่อเวลาพายุไต้ฝุ่นหรือทอร์นาโดจะพัด เรามีสัญญาณเตือนภัยห้ามเรือเดินทะเลและให้ทุกคนหลบลงไปอยู่ห้อง ใต้ดิน จนกระทั่งพายุพัดผ่านไป การเตือนภัยพายุสุริยะก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน เพราะถ้าเรารู้ว่าพายุสุริยะกำลังจะมาถึงโลก โรงไฟฟ้า ก็ต้องลดการผลิตกระแสไฟฟ้า คือไม่ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกจากเครื่องเต็มกำลังเพราะถ้าไฟฟ้าเกิดช็อต ภัยเสียหายก็จะไม่มาก ดังนั้น การแก้ไขล่วงหน้าก็จะสามารถทำให้ความหายนะลดน้อยลง
แต่ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญสภาวะของอวกาศ วันนี้ก็ดีพอๆ ความสามารถของนักอุตุนิยมวิทยาที่สามารถทำนายสภาพของอากาศ บนโลก เมื่อ 40 ปีมาแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์สภาวะแวดล้อมของอวกาศ (Space Environment Center) ขึ้นมา โดยให้นักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่ทำนายสภาพของอวกาศล่วงหน้า และผลงานการพยากรณ์เท่าที่ผ่านมาได้ทำให้เรารู้ว่า คำพยากรณ์นี้มี เปอร์เซ็นต์ถูกถึง 90% ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดในหนึ่งชั่วโมง แต่เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดก็จะสูง ถ้าเป็นกรณีการทำนายล่วงหน้า หลายวัน
เพื่อให้คำทำพยากรณ์ต่างๆ มีเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องมากขึ้น องค์การ NASA ของสหรัฐฯ จึงได้วางแผนส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้น อวกาศเพื่อสำรวจสถานภาพของพายุสุริยะทุกลูกที่จะพัดจากดวงอาทิตย์สู่โลกในอีก10 ปี ข้างหน้านี้
ความรู้ปัจจุบันที่เรามีอยู่ขณะนี้คือ ผลกระทบของพายุสุริยะจะรุนแรงอย่างไร และเช่นไร ขึ้นกับ 3 เหตุการณ์ต่อไปนี้ คือ
เหตุการณ์แรกเกี่ยวข้องกับจุดดับบนดวงอาทิตย์ (sunspot) ซึ่งเป็นบริเวณผิวดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณส่วนอื่น และเป็น บริเวณที่สนามแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์สามารถทะลุออกจากดวงอาทิตย์ออกมาสู่อวกาศภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อเกิดการระเบิดที่ผิวดวง อาทิตย์ในบริเวณนี้ กระแสอนุภาคจะถูกผลักดันออกมาตามแนวเส้นแรงแม่เหล็กนี้มาสู่โลก และเมื่อกระแสอนุภาคจากจุดดับพุ่งชน บรรยากาศเบื้องบนของโลก มันจะปะทะอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก (ionosphere) การชนกันเช่นนี้จะทำให้ เกิดกระแสประจุซึ่งมีอิทธิพลมากมายต่อการสื่อสารทางวิทยุ
เหตุการณ์สองที่มีอิทธิพลทำให้สภาวะของอวกาศระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ปรวนแปร ในกรณีมีพายุสุริยะที่รุนแรงคือ ชั้นบรรยากาศ ของโลกอาจจะได้รับรังสีเอกซ์มากกว่าปกติถึง 1,000 เท่า รังสีเอกซ์นี้ จะทำให้อิเล็กตรอนที่กำลังโคจรอยู่รอบอะตอม กระเด็นหลุดออก จากอะตอม และถ้าอิเล็กตรอนเหล่านี้ชนยานอวกาศ ยานอวกาศก็จะมีความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในยานเสีย และนั่นก็หมายถึงจุดจบของนักบินอวกาศ
ส่วนเหตุการณ์สาม ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มก๊าซร้อนหลุดลอยมาถึงโลก และเมื่อมันพุ่งมาถึงโลกสนาม แม่เหล็กในก๊าซร้อนนั้นจะบิดเบนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลในชั้นบรรยากาศของโลกอย่างมากมาย กระแสไฟฟ้านี้ จะทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น มันจึงขยายตัว ทำให้ยานอวกาศที่เคยโคจรอยู่เหนือบรรยากาศ ต้องเผชิญแรงต้านของ อากาศ ซึ่งจะมีผลทำให้ยานมีความเร็วลดลงแล้วตกลงสู่วงโคจรระดับต่ำ และตกลงโลกเร็วกว่ากำหนด
เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเวลาโลกถูกพายุสุริยะกระหน่ำ ดังนั้น เพื่อเตือนภัยล่วงหน้า ศูนย์สภาวะแวดล้อมของอวกาศจึงได้ประกาศ คำพยากรณ์สภาวะของอวกาศล่วงหน้าหนึ่งวันทุกวัน เพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้รู้ว่า พายุจากอวกาศที่กำลังจะเกิดนั้นรุนแรงเพียงใด และจะมาถึงเมื่อใด โดยใช้ดาวเทียมที่ชื่อ Solar and Heliospheric Observatory (SOHO) ซึ่งถูกส่งขึ้นไปเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ ให้สำรวจดวงอาทิตย์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะดาวเทียมดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร และมีกล้องโทรทรรศน์สำหรับ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ บนดวงอาทิตย์ ดังนั้น SOHO ก็สามารถบอกได้ว่า ความเร็วของกลุ่มก๊าซร้อนเป็นเช่นไร และกลุ่มก๊าซนั้นมี ขนาดใหญ่หรือไม่เพียงใด และนอกจากดาวเทียม SOHO แล้วสหรัฐฯ ก็ยังมีดาวเทียมที่ชื่อ Advanced Composition Explorer หรือ ACE อีกด้วย ซึ่ง ACE ถูกส่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์กับโลก และทำหน้าที่รายงานให้โลกรู้ว่า มหพายุสุริยะกำลังจะมาหรือไม่

ที่มา:http://www.ipst.ac.th/thaiversion/publications/in_sci/solarwind.html

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฮิโรชิมา มหาระเบิดปรมาณูสะท้านโลก


เรื่องราวของการใช้อาวุธทำลายล้างมวลชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป้าหมายคือจักรวรรดิญี่ปุ่น วันที่6สิงหาคม ค.ศ.1945ระเบิดที่ไม่เหมือนลูกไหนๆ ได้หล่นลงมาจากท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมา ระเบิดลูกนี้ได้รับการออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกและการนำมันมาใช้คือการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เรื่องราวของลูกเรือบนเครื่องบินที่ปฏิบัติภารกิจลับในการทิ้งระเบิดที่ทำให้เมืองฮิโรชิมาทั้งเมืองต้องพังพินาศภายในไม่กี่วินาที ระเบิดลูกนั้นช่วยยุติสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ
               ย้อนหลังไปเมื่อวันที่14กรกฎาคม ค.ศ.1945ที่ศูนย์วิจัยลับสุดยอดในลอส-อลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ระเบิดชนิดใหม่ถูกนำไปใส่ในรถบรรทุกติดอาวุธเต็มอัตราศึก นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางซึ่งจะไปสิ้นสุดลงที่ฮิโรชิมา ระเบิดลูกนี้เป็นผลผลิตจากการวิจัยเป็นเวลาสามปี และใช้เงินในการพัฒนาไปถึงสองพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่เคยมีการทดสอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
               16กรกฎาคม ค.ศ.1945ที่อลามากอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก
               การทดสอบก็มาถึง กลางทะเลทรายของรัฐนิวเม็กซิโก บรรดานักวิทยาศาสตร์และทหารในโครงการแมนฮัตตันได้มารวมตัวกันเพื่อทดสอบการระเบิดของระเบิดปรมาณูเป็นครั้งแรก การระเบิดครั้งนี้ทำให้หอคอยสเตนเลสสตีลที่รองรับลูกระเบิดถึงกับระเหยกลายเป็นไอ ความร้อนอันแรงกล้าทำให้ทรายในทะเลทรายหลอมละลาย กลายเป็นแก้วปกคลุมไปทั่วบริเวณ
               แรงระเบิดประมาณได้ว่ารุนแรงเท่าระเบิดไดนาไมต์67ล้านแท่ง เดิมทีอเมริกาตั้งใจจะใช้ระเบิดนี้กับนาซีเยอรมัน แต่เวลานี้ผู้ทำระเบิดมีเป้าหมายอื่นอยู่ในใจ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1945สงครามในยุโรปสิ้นสุดลงแล้ว นาซีเยอรมันพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก สงครามกับญี่ปุ่นยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด
               หลังจากการโจมตีแบบไม่ทันให้ตั้งตัวที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ กองกำลังอเมริกาก็ได้ต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อชิงดินแดนในแถบแปซิฟิกคืนทีละเกาะๆ แต่ทัพหลักของญี่ปุ่นยังคงไม่บุบสลายและไม่เคยแพ้ อเมริกาเคยลองใช้ระเบิดเพลิงเพื่อทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ เมืองแล้วเมืองเล่ากลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมจำนน
               ดังนั้น เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงมีแนวโน้มที่จะต้องบุกอย่างเต็มอัตรา โดยที่บางคนประมาณการว่าพวกเขาอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ทหารอาจบาดเจ็บล้มตายถึงหนึ่งล้านนาย และฝ่ายญี่ปุ่นก็ต้องสูญเสียมากกว่านั้นเยอะ
               ญี่ปุ่นสมัยนั้น จักรพรรดิคือประมุขของประเทศ และยังเป็นเทพที่มีชีวิต แต่อำนาจอยู่ที่คณะที่ปรึกษาพิเศษซึ่งกำกับกิจการสงคราม นายกรัฐมนตรีซูซูกิและรัฐมนตรีต่างประเทศโทโกกำลังพิจารณาว่าจะยุติสงครามตามที่มีการเจรจาต่อรอง แต่รัฐมนตรีกองทัพ นายพลโคเรชิกะ อานามิ ยังมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อไป แผนของอานามิคือการสู้รบขั้นแตกหักเต็มอัตราศึก
               อเมริกาได้ถอดรหัสลับของญี่ปุ่น จึงทราบดีว่า การเรียกร้องให้ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีเงื่อนไขจะถูกฝ่ายญี่ปุ่นมองว่าเป็นการคุกคามองค์จักรพรรดิ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข และเสนอทางออกแก่ฝ่ายญี่ปุ่น
               วันที่26กรกฎาคม ค.ศ.1945
               คำขาดที่ผ่านการแก้ไขแล้วได้ถูกส่งไปยังญี่ปุ่นทางคลื่นวิทยุ แต่ดูเหมือนเงื่อนไขการยอมจำนนที่อ่อนลงนี้จะก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีซูซูกิประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะไม่สนใจแถลงการพ็อทสแดม เขาใช้คำว่า"โมกุซัทสึ" ซึ่งแปลว่าการฆ่าโดยไม่แยแส และนับจากวินาทีนั้น การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
               ระเบิดเดินทางจากซานฟรานซิสโกโดยเรือ ยูเอสเอส อินเดียนาโปลิส ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลาสิบวัน จนไปถึงเกาะทิเนียน จากจุดนั้นจะใช้เวลาบินไปถึงญี่ปุ่นเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น
               เกาะทิเนียน คือฐานทัพอากาศใหญ่ที่สุดในโลก มีรันเวย์ขนาดใหญ่4รันเวย์ เป็นที่เก็บเครื่องบิน บี-29ซูเปอร์ฟอร์ทเตรส กว่า500ลำ และยังเป็นที่มั่นของหน่วยผสมที่509กลุ่มคนที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่น หัวหน้าหน่วยแห่งนี้คือ นาวาเอกพอล ทิบเบ็ตส์ ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในการทิ้งระเบิดต่อสู้กับเยอรมัน เขามีลูกเรือคนสำคัญสองคนคือพลเล็งเป้า ทอม เฟอเรอบี และต้นหน ดัทช์ ฟาน เคิร์ค
               เย็นวันที่4สิงหาคม1945พอล ทิบเบ็ตส์เรียกคนของเขามาประชุมกัน ภารกิจการทิ้งระเบิดถูกกำหนดไว้สำหรับคืนต่อไป วันที่เมฆเหนือประเทศญี่ปุ่นมีทีท่าว่าจะปลอดโปร่ง แต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นบรรดาลูกเรือบนเกาะทิเนียนต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังสนั่น เครื่องบินบี-29ตกที่รันเวย์อีกครั้ง เครื่องบินตกครั้งนี้ทำให้ พอล ทิบเบ็ตส์ ในฐานะผู้บัญชาการ ตัดสินใจที่จะขับเครื่องบินโจมตีลำนี้เอง และเขาเลือกชื่อของเครื่องบินตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา
               คืนนั้น ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนออกเดินทาง มีการสรุปภารกิจให้ลูกเรือทุกคนที่กำลังจะมุ่งหน้าไปฮิโรชิมาฟังเป็นครั้งสุดท้าย ภารกิจนี้เป็นความลับมาก ทิบเบ็ตส์ได้รับยาเม็ดฆ่าตัวตายไว้ใช้ในกรณีที่พวกเขาถูกฝ่ายญี่ปุ่นจับได้ เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ได้รับคำสั่งให้บันทึกภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้
               ระเบิดลูกนี้หนักกว่าสี่ตัน ทำให้การทะยานขึ้นมีอันตรายมากกว่าปกติ หลังจากทะยานขึ้นไป15นาที ขณะที่เครื่องบินยังอยู่ในระดับต่ำ พาร์สันส์ก็พร้อมแล้วที่จะประกอบระเบิด พวกเขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ภารกิจทั้งหมดล้มเหลวได้ สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบิน อีโนล่า เกย์ สมทบกับเครื่องบินบันทึกภาพและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เวลานี้เครื่องบินทั้งหมดอยู่ห่างจากฮิโรชิมาราวสามชั่วโมง

               6สิงหาคม ค.ศ.1945เมืองฮิโรชิมา
               เครื่องบินบี29อีกลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมาเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์ และเมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนภัยคุกคามจะผ่านไปแล้ว
               แต่ต่อมาไม่นานเครื่องบิน อีโนล่า เกย์ ก็บินอยู่เหนือน่านฟ้าฮิโรชิมา ระเบิดลูกประวัติศาสตร์ถูกปล่อยออกมา หลังจากหล่นลงมา43วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด กระสุนยูเรเนียมถูกยิงไปตามลำกล้องเข้าใส่ยูเรเนียมที่เป็นเป้าหมาย ยูเรเนียมทั้งสองเริ่มทำปฏิกิริยาลูกโซ่ อณูของแข็งเริ่มแตกตัวและปล่อยพลังงานออกมาในปริมาณมหาศาล
               ระเบิดปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง300เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง4,000องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่งถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว200,000คน และเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง
               วันที่6สิงหาคม ของทุกปี ที่เมืองฮิโรชิมาจะมีพิธีรำลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ถูกลืมและไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เทียนนับพันๆ เล่มจะถูกจุดขึ้น และปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เทียนแต่ละเล่มแทนดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูลูกนี้


ที่มา:http://writer.dek-d.com/writer/story/viewlongc.php?id=219485&chapter=42

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites